การอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาเด็ก

แก้ไขแล้วค่ะ



        การอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาเด็ก

การอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาเด็กต่ำกว่า ๓ ปี มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดู ส่งเสริมพัฒนาการ และจัดประสบการณ์ผ่านการเล่นตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาโดยจัดกิกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ และความสามารถตามวัยของเด็ก อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยช่วงพัฒนาการของเด็กความแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีผู้เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดและเหมาะสมกับจำนวนของเด็กตลอดจนวิธีการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก ดังนี้
การจัดชั้นหรือกลุ่มเด็ ยึดอายุเด็กเป็นหลัก และคำนึงถึงอัตราส่วนระหว่างผู้เลี้ยงดูเด็ก ๑ คน ต่อจำนวน
เด็กที่ดูแล ดังนี้
อัตราส่วนระหว่างผู้เลี้ยงดูเด็ก : เด็ก
ผู้เลี้ยงดูเด็ก ๑ คน ต่อเด็กแรกเกิด - ๑ ปี อัตราส่วน ๑ : ๓
ผู้เลี้ยงดูเด็ก ๑ คน ต่อเด็กอายุ ๑ -๒ ปี อัตราส่วน ๑ : ๕
ผู้เลี้ยงดูเด็ก ๑ คน ต่อเด็กอายุ๒ -๓ปี อัตราส่วน ๑ : ๑๐

        หลักสูตรการศึกษปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี แบ่งวิธีการอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาเด็ก
ออกเป็น ๒ ช่วงอายุ ประกอบด้วย ช่วงอายุแรกเกิด - ๒ ปี เป็นแนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันโดยพ่อแม่และผู้เลี้ยงดู และช่วงอายุ ๒ -๓ ปี เป็นแนวปฏิบัติกรอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้โดยพ่อแม่และผู้เลี้ยงดู แต่ละช่วงอายุมีรายละเอียด ดังนี้

• ช่วงอายุแรกเกิด - ๒ ปี

แนวปฏิบัติกรอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันโดยพ่อแม่และผู้เลี้ยงดู สำหรับเด็กช่วงอายุแรกเกิด -๒ ปี
เน้นการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวัน และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ร่างกายตามความสมารถ ด้านอารมณ์ จิตใจ ส่เสริมการตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัย ด้านสังคม ส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด และด้านสติปัญญาส่งเสริมให้เด็กได้สังเกตสิ่งต่งๆ รอบตัว เพื่อสร้างความเข้าใและใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ส่งเสริมการคิด และการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับวัยการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กช่วงอายุแรกเกิด - ๒ ปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางรากฐรนชีวิตของเด็กทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การจัดกิจกรรมในแต่ละวันควรจัดให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ และความสามารถตามวัยของเด็ก โดยผ่านการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันและการเล่ตามรรมชาติของเด็ก โดยมีแนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวัน ดังนี้

๑. การฝึกสุขนิสัยและลักษณะนิสัยที่ดี เป็นการสร้างเสริมสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร การนอน
การทำความสะอาดร่างกาย การขับถ่าย ตลอดจนปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีในการดูแลสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยและการแสดงมารยาทที่สุภาพ น่มนวล แบบไทย

๒. การเคลื่อนไหวและการทรงตัว เป็นการส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อแขนกับขา มือกับนิ้วมือ และ
ส่วนต่งๆ ของร่างกายในการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายทุกส่วน โดยการจัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวทั้งกล้ามเนื้อใหญ่กล้ามเนื้อเล็ก และตามความสามารถของวัย เช่น คว่ำ คลาน ยืน เดิน เล่นนิ้วมือ เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายตามเสียงดนตรี ปีนป่ายครื่องเล่นสนามเด็กเล็ก เล่นม้าโยก ลากจูงของเล่นมีล้อ ขี่จักรยานทรงตัวของเด็กเล็ก
โดยใช้เท้าช่วยไถ

๓. การฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือ -ตา เป็นการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือให้พร้อมที่จะหยิบจับฝึกการทำงานอย่างสัมพันกันระหว่างมือ -ตา รวมทั้งฝึกให้เด็กรู้จักคาดคะเนหรือกะระยะทางของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเทียบกับตเองในลักษณะใกล้กับไกล ช่น มองตามเครื่องแขวนหรือโมบายที่มีเสียงและสี
(สำหรับขวบปีแรกควรเป็นโมบายสีขาวดำ) ร้อยลูกปัดขนาดใหญ่ ล่นหยอดบล็อกรูปทรงลงกล่อง ตอกหมุด
โยนรับลูกบอล เล่นน้ำ เล่นปั้นแป้ง ใช้สีเทียนแท่งใหญ่วาดเขียนขีดเขี่ย

๔. การส่งเสริมด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการส่งเสริมการเลี้ยงดูในการตอบสนองความต้องการของเด็ก
ด้านจิตใจ โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่เสริมให้เด็กกิดความรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข เช่น สบตา อุ้ม โอบกอดสัมผัส การเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการแสดงออกทางอารมณ์ ตอบสนองต่อความรู้สึกที่เด็กแสดงออกอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน ปลูกฝังการชื่นชมธรรมชาติรอบตัว

๕. การส่งเสริมทักษะทางสังคม เป็นการส่งเสริการสร้างความสัมพันธ์กับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู และบุคคล
ใกล้ชิด โดยการพูดคุยหยอกล้อหรือเล่นกับเด็ก เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นจ้ำจี้ เล่นโยกเยก เล่นประกอบคำร้อง เช่น
จันทร์เจ้าเอ๋ย แมงมุม ตั้งไล้ม หรืพาเด็กไปเดินเล่นนอกบ้าน พบปะเด็กอื่นหรือผู้ใหญ่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดเช่น พาไปบ้านญาติ พาไปร่วมกิจกรรมที่ศาสนสถาน

๖. การใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้ เป็นการกระตุ้นการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ในการมองเห็น
การได้ยินเสียง การลิ้มส การได้กลิ่น และการสัมผัสจับต้องสิ่งต่างๆ ที่แตกต่งกันในด้านขนาด รูปร่าง สี น้ำหนักและผิวสัมผัส เช่น การเล่นมองตนเองกับกระจกงา การเล่นของเล่นที่มีพื้นผิวแตกต่างกัน

๗. การส่งเสริมการสำรวจสิ่งต่งๆ รอบตัว เป็นการฝึกให้เด็กเรียนรู้สิ่งรอบตัวผ่านเหตุการณ์และ
สื่อที่หลากหลายในโอกาสต่างๆ รู้จักสำรวจ และทดลองสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ช่น มองตามสิ่งของ หันหาที่มาของเสียงค้นหาสิ่งของที่ปิดซ่อนจากสายตา กิจกรรมการทดลองง่ายๆ

๘. การส่งเสริมทักษะทางภาษา เป็นกาฝึกให้เด็กได้เปล่งเสียง เลียนเสียงพูดของผู้คน เสียงสัตว์ต่างๆ
รู้จักชื่อเรียกของตนเอง ชื่ออวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ชื่อพ่อแม่หรือผู้คนใกล้ชิด และชื่อสิ่งต่างๆ รอบตัว
ตลอดจนฝึกให้เด็กรู้จักสื่อความหมายด้วยคำพูดและท่ทาง ชี้ชวนและสอนให้รู้จักชื่อเรียกสิ่งต่างๆ จากของจริงอ่านหนังสือนิทานภาพหรือร้องเพลงง่ายๆ ให้เด็กฟัง

๙. การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการฝึกให้เด็กได้แสดงออกทางความคิด
ตามจินตนาการของตนเอง เช่น ขีดเขียนวาดรูปอย่างอิสระ เล่นบล็อก เล่นของเล่นสร้างสรรค์ พูดเล่าเรื่อง
ตามจินตนาการ เล่นสมมติ

• ช่วงอายุ ๒ - ๓ ปี

การพัฒนาเด็กในช่วงอายุ ๒ - ๓ ปี มุ่งเน้นการเรียนรู้และพัฒนาทักษะพื้นฐานของเด็กอย่างเป็นองค์รวม
ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใ สัดม และสติปัญญา โดยจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ
และความสมารถของเด็กตามวัย มีการบูรณาการการเรียนรู้ผ่านการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันและการเล่นของเด็กตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับวัย ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงสาระการเรียนรู้ 


           การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี

     พ่อแม่หรืผู้เลี้ยงดูและสถานพัฒนเด็กปฐมวัยจำเป็นต้องศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ให้เข้าใจ เพราะในการจัดประสบการณ์ให้เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี จะต้องยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการจัดประสบการณ์ โดยคำนึถึความต้องการและความสนใจของเด็กทุกคน เพื่อให้เด็กได้พัฒนาทุกด้านแบบองค์รวมทั้งนี้ พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย สามารถนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรที่มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ ตลอดจนการเรียนรู้ของเด็กในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรัก ความเอาใจใส่ ดูแลอย่างอบอุ่นใกล้ชิด และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

       การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู
พ่อแม่หรืผู้เลี้ยงดูมีความชื่และวิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กตามแนวคิดและสภาพแวดล้อมของ
ท้องถิ่นที่ตนเองอาศัยอยู่ หลักสูตรการศึกษาปฐวัยฉบับนี้จึงเป็นแนวทางให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูใช้ในการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวัน และส่เสริกระบวนการเรียนรู้ของเด็กให้เจริญเติบโตและพัฒนาได้เหมาะสมกับวัย 





พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจึงมีบทบาทสำคัญ ดังนี้

๑. บทบาทหน้าที่ต่อการดำเนินการตามหลักสูตร
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี เป็นหลักสูตรที่จัดทำขึ้น
บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูที่ตอบสนองต่อรรมชาติของเด็ก ซึ่งต้องการความรัก ความอบอุ่น และการส่งเสริม
พัฒนาการของเด็กแต่ละคนตามศักยภาพ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจึงควรปฏิบัติ ดังนี้
๑.๑ ศึกษาปรัชญาการศึกษา หลักการ จุดหมาย เพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางการพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ 
๑.๒ ศึกษาคุณลักษณะที่พึประสค์เพื่ไช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมกับวัยในกรณีการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงอายุแรกเกิด - ๒ ปี ให้ใช้แนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันเป็นกรอบการพัฒนาเด็ก และหากมีการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงอายุ ๒ - ๓ ปี ให้ใช้แนวปฏิบัติ

การอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้
๑.๓ติดตามประเมินพัฒนาการทุกด้านของเด็ก โดยการสังเกตและบันทึกการเจริญเติบโตและ
พัฒนาการตามช่วงอายุที่กำหนด รวมถึงการฝาระวังปัญหาพัฒนาการที่ล่ช้าหรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กหากพบว่าเด็กมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อช่วยเหลือเด็กต่อไป
๑.๔ ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการเร็วช้าต่างกัน พ่อแม่หรือ
ผู้เลี้ยงดูหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเด็ก หรือเลือกปฏิบัติต่อเด็กเฉพาะคน แต่ควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านที่บกพร่องหรือด้านที่เด็กขาดโอกาสในการพัฒนา
๒. บทบาทหน้าที่ต่อการอบรมเลี้ยงดู
๒.๑ พ่อแม่ เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก เพระพ่อแม่เป็นผู้วางรากฐานของชีวิตให้แก่เด็ก
ที่จะเติบโตขึ้นเป็นคนดี คนก่ง มีความสุข และเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและประเทศชาติต่อไป ดังนั้น พ่อแม่จึงควรปฏิบัติดังนี้
๑) เลี้ยงดูลูกอย่างใกล้ชิดด้วยความรักความข้าใจ มีเมตตา มีเหตุผล และปฏิบัติต่อเด็กอย่าง
สม่ำเสมอ
๒) ให้กำลังใจ ชมชย แสดงความสนใจ เมื่อลูกพยายามหรือทำสิ่งที่ดี
๓) เมื่อลูกทำผิด แนะนำ สั่งสอน แก้ไขด้วยเหตุผล และแนะทางที่ถูกให้ ไม่ละเลยหรือผลัดเวลา
สอนเด็กให้มีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดี เช่น การไหว้ การมีระเบียบ วินัย และการรักษา
สิ่งแวดล้อม อาจเริ่มจากการเล่านิทาน ร้องเพลงกล่อมลูก เล่นดนตรี
๕) ปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี ไม่พูดปด ไม่ทำร้ายผู้อื่น รู้จักการรับและการให้ การรอคอย
รู้จักขอบคุณและขอโทษ
๖) อบรมเลี้ยงดูและจัดกิกรรมที่สร้างเสริมพัฒนาการ รวมทั้งฝ้าสังเกตพัฒนาการของลูก
แต่ละช่วงวัย ถ้าพบว่าพัฒนาการของลูกช่วงวัยใดต่ำกว่าเกณฑ์ควรรีบปรึกษาแพทย์
๒.๒ ผู้เลี้ยงดู เป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอยู่ใกล้ชิดกับเด็กรองจากพ่อแม่ และทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ ความดี และประสบการณ์ อันเป็นประโยชน์ต่อเด็ก ตลอดจนดูแลส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทั้งด้านร่งกาย อารมณ์ จิตใจ สัดม และสติปัญญา ให้มีความเจริญงอกงามเต็มตามศักยภาพและเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อไป ดังนั้น ผู้เลี้ยงดูจึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญ ดังนี้
๑) ปฏิบัติหน้าที่ต่อกิจวัตรประจำวันของเด็ก
ผู้เลี้ยงดูมีหน้าที่ดูแลและปฏิบัติตามกิจวัตรประจำวันให้เหมาะสมกับเด็ก เพื่อให้เด็ก
เจริญเติบโตมีพัฒนาการทุกด้านตามวัย โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้
(๒) ทักทาย โอบกอดเด็กด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยน
(๓) ดูแลเรื่องขับถ่าย ให้เด็กถ่ายทุกวันในบรรยากาศที่ไม่เคร่งเครียด
(๔) ดูแลเรื่องการทำความสะอาดร่างกาย ได้แก่ ล้างหน้า แปรงฟ้น อาบน้ำ
(๔) ใหนมและอาหารที่เหมาะสมกับวัย
(๕) เล่นกับเด็ก พร้อมสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกหรือการเจ็บป่วย
(๖) ร้องเพลง เล่านิทาน อ่านหนังสือให้ฟัง
(๗) ให้อาหารว่าง ให้พักผ่อนนอนหลับ
(๘) อุ้มเด็ก พาด็กเดินเล่น ชี้ชวนให้รู้จักสิ่งรอบตัว

๒) ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในลักษณะบูรณาการ
     การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ผู้เลี้ยงดูต้องตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริม
พัฒนาการเด็กว่าเป็นเสมือนประสบการณ์ช่วยให้เด็กกิดการเรียนรู้และทักษะ เช่น การใช้สายตา การฟัง
การเคลื่อนไหวของมือ พัฒนาการกล้ามเนื้อและประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เป็นต้น นอกจากนี้ทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก และเล่นร่วมกับผู้อื่นได้ผู้เลี้ยงดูควรส่งเสริมพัฒนาการเด็กในลักษณะบูรณาการ โดยให้โอกาสเด็กเรียนรู้จากสิ่งของและผู้คนที่อยู่รอบข้าง ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า การเคลื่อนไหว การเล่น และการลงมืคระทำ ดังนั้น ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องส่งเสริมหรือให้โอกาสเด็กได้พัฒนาโดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น
(๑) สนับสนุนให้เค็ได้เล่นสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย อาจเป็นของเล่นหรือของใช้ในบ้าน
(๒) สนับสนุนให้เค็ได้มีโอกาสเล่นตามจินตนาการ เล่นคนเดียวหรือเล่นกับเพื่อนและผู้ใหญ่
(๓) อ่านหนังสือให้เด็กฟัง อาจให้เด็กนั่งตักหรืออ่านให้ฟังในกลุ่มย่อย ๒ - ๓ คน นอกจากนี้ควรร้องเพลง เล่นกับนิ้วมือ แสดงบทบาทสมมติตามเนื้อเรื่องในนิทานกับเด็ก
(๔) ส่งเสริมเด็กทางด้านสุนทรียภาพ เช่น กิจกรรมด้านศิลปะ การใช้สีเทียน สีน้ำ พับกระดาษ
ปั้นแป้ง พิมพ์ภาพ กิกรรมด้านดนตรี กาฟังดนตรี การร้องเพลง การชื่นชมธรรมชาติ เป็นต้น
(๕) ให้โอกาสเด็กเล่นกลางแจ้ง เล่นน้ำเล่นทราย โดยมีผู้เลี้ยงดูเด็กดูแลอย่างใกล้ชิด
(๖)ให้โอกาสเด็กได้เลือกของเล่นตามที่เด็กชอบและปลอดภัย
(๗) ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กจากสิ่แวดล้อมรอบตัว เช่น ของจริงตามธรรมชาติ (ใบไม้
ผลไม้ ฯลฯ) จากบุคคล (หู ตา จมูก ผม ฯลฯ) จากสิ่งของ (ซ้อน จาน แก้วน้ำ ฯลฯ)

๓) ปฏิบัติต่อเด็กด้วยคำพูดและวิธีการที่อ่อนโยน
       ผู้เลี้ยงดูควรปฏิบัติต่อเด็กอย่างอ่อนโยน โดยต้องทำให้เด็กรู้สึกว่ามีผู้ให้ความรัก ความอบอุ่น ความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเป็นนฐานสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ทั้งนี้ การสร้างบรรยกาศที่มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนกางด้านจิตใจเด็ก และเป็นการสนองอารมณ์ของเด็กให้รู้สึกมีค่า โดยมีวิธีการต่างๆ ดังนี้
(๑) กอดจูบ โอบอุ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใสกับเด็ก
(๒) พูดคุยโต้ตอบกับเด็ก
(๓) ชมเชยเมื่อเด็กทำได้หรือมีความพยายาม
(๔) ร้องเพลง ฮัมเพลง
(๕) พูดคุยหยอกล้อให้เด็กหัวเราะ
(๖) ไม่ใช้วิธีบังคับ ทำโทษรุนแรง แกล้งให้ตกใจหรือโกรธ
สังเกตและบันทึกการเจริญเติบโต พฤติกรรม พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก
ผู้เลี้ยงดูจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นคนช่งสังเกต โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ผิดปกติ
ของเด็ก เพื่อจะได้รีบค้นหาสาเหตุและวิธีแก้ไขได้ทันท่วงที ในการสังเกตควรทำอย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ
จึงจะได้เห็นพฤติกรรมที่แท้จริง การบันทึกต้องสังเกตด็กเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ ช่น ๑ - ๓ เดือนต่อครั้ง เพื่อจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของลักษณะพฤติกรรมที่ต่างออกไปได้ทันท่วงทีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม พัฒนาการ และความสามารถของเด็ก อาจทำได้หลายวิธี ดังนี้
(๑) สอบถามจากพ่อแม่
(๒) สังเกตพฤติกรรมทั้งที่แสดงออกทางวาจาและท่ทางการพูดคุยกับเต็ก หรือการเล่นกับเด็กในบางครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง และบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างสม่ำเสมอในสมุดบันทึกสุขภาพ
(๓) ดูจากความพร้อมของเด็กด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
(๔) สัเกตหรือพิจารณาจากผลงานของเด็ก เช่น ภาพวาด สิ่งประดิษฐ์ เป็นต้นเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กผู้เลี้ยงดูนอกจากจะเป็นนักสัเกตและจดบันทึกพฤติกรรมและพัฒนาการเด็กแล้วการฝาระวังความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ลี้ยงดูจะต้องให้ความสนใจ เอใจใส่เด็กที่เลี้ยงดู เพื่อให้เด็กได้เจริญเติบโต มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มีพัฒนาการทั้งทางด้าน
ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ดังต่อไปนี้

เรื่องความสะอาดสำหรับที่ไม่มีบริเวณ
(๑) เฝ้าระวังภาวะโภชนาการของเด็ก โดยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และบันทึกไว้เพื่อดูความเปลี่ยนแปลง และความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ ช่น น้ำหนักลด ควรหาสาเหตุเพื่อรีบแก้ไขหรือเปรียบเทียบน้ำหนักกับส่วนสูงเพื่อดูการเจริญเติบโตของเด็ก (สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)
(๒) ฝ้าระวังทางสุขภาพในเรื่องฉีดวัคซีนป้องกันโรคและวัคซีนอื่นๆ ตามช่วงอายุ
(๓) เฝ้าระว้พัฒนการเด็ก ผู้เลี้ยงดูเด็กสามารถศึกษได้จากสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก
คู่มือเลี้ยงลูกถูกวิธี วัยแรกเริ่ม ครอบครัวดีมีสุข ฯลฯ
(๔) เฝ้าระวังความผิดปกติที่เกิดกับเด็ก โดยผู้เลี้ยงดูเด็กต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดและหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นโดยเทียบกับพัฒนาการตามวัยของเด็กปกติ จะช่วยให้ผู้เลี้ยงดูเด็กสามารถค้นพบปัญหาพัฒนาการของเด็ก และช่วยเหลือเด็กได้ตั้งแต่ปัญหายังไม่รุนแรงนัก โดยพาไปตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ
๖) จัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ หมาะสมกับการพัฒนาเด็กทุกด้าน
เด็กวัยแรกเกิด - ๓ ปี เป็นช่วงวัยที่สำคัญยิ่ง เพราะพัฒนาการหลายด้านกำลังเริ่มต้นขึ้น
การจัดสภาพแวดล้อมจึงมีความสำคัญต่อเด็กและมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเด็กอย่างมาก สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบ้านควรได้รับการดูแลให้สะอาด ถูกสุขลักษณะ และปลอดภัย

(๑) การจัดสภาพแวดล้อมภายใน ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
ก. แสงสว่างเพียงพอ
ข. การถ่ายเทอากาศดี
ค. พื้นห้องไม่ลื่น (ถ้าเปียกต้องเช็ค) ทำให้เกิดอันตรายได้
ง. การจัดที่ให้เด็กเล่นเหมาะสม มีความปลอดภัย
จ. มีประตูกั้นทางเข้า - ออก
ฉ. จัดเก็บสารมีพิษ ของมีคมปลายแหลม เป็นสัดส่วนพ้นมือเด็ก หรือใส่ตู้และปิด
ช. จัดหาของใช้/ของเล่นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และจัดวางให้เป็นระเบียบ
ช. มีการตรวจตรของเล่น เครื่องใช้ให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง ปลอดภัย และหมั่นดูแล
(๒) การจัดสภาพแวดล้อมภายนอก ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
ก. สภาพภายนอกมีบรรยากาศร่มรื่น มีร่มเงา ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ หรือไม้กระถาง
ข. มีความสะอาด สวยงาม
ค. ที่เล่นสำหรับเด็กต้องร่มรื่น ปลอดภัย และมีบริเวณกว้างพอที่จะให้เด็กเคลื่อนไหว
ได้อย่างอิสระ มีที่พักนั่งเล่น

๒.๓ ชุมชน 
        การที่เด็กจะเติบโตเป็นอนาคตที่สดใสของชุมชนได้ เด็กต้องอาศัยการสนับสนุนจากชุมชน ชีวิตเด็กเริ่มตันจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูโดยมีชุมชนร่วมดูแลสิทธิเด็กและส่งเสริมพัฒนาการตลอดจนเป็นศูนย์การเรียนรู้และเครืข่ายการเรียนรู้ให้เด็กมีประสบการณ์จากสถานการณ์จริงปัจจุบันชุมชนต่างๆ มีการรวมตัวเข้มแข็งขึ้น การมีส่วนวมของเครือข่ายหน่วยงานต่างๆ ของรัฐและองค์กรเอกชนจะช่วยให้การพัฒนาเด็กเป็นไปอย่างมีคุณภาพ มีผู้ที่รอบรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยดูแลประจำสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และสนับสนุนให้จำนวนของผู้เลี้ยงดูเด็กมีปริมาณที่พอเพียงกับจำนวนเด็ก ช่วยให้การสนับสนุนประมาณสำหรับฝึกอบรมผู้เลี้ยงดูและสวัสดิการ ชุมชน คือ หน่วยหนึ่งที่สำคัญของสังคม สามารถช่วยสร้างสรรค์และสนับสนุนให้การพัฒนาเด็ปฐมวัยมีคุณภาพ ริ่มต้นทางการศึกษาเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง
การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๓ ปี ควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว แต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิและสัดมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ประกอบกับครอบครัวส่วนใหญ่มักจะเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ต้องนำเด็ไปรับการเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านที่สองของเด็กดังนั้น ผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและผู้เกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูเด็กควรดำเนินการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพตรงตมปรัชญาและหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน รวมทั้งการประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น ให้เข้ามามีส่วนร่วม
ในการพัฒนาเด็ก ดังนั้น สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีการดำเนินการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ดังนี้
๑. การเตรียมการใช้หลักสูตร
ก่อนที่จะมีการใช้หลักสูตรในทางปฏิบัติ ควรดำเนินการดังนี้

๑.๑ ศึกษารวบรวมข้อมูลด้านต่งๆ เช่น วิธีการอบรมเลี้ยงดูและความต้องการของพ่อแม่ ผู้ปกครอง
วัฒนธรรม และความเชื่อของท้องถิ่น ความพร้อมของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป้าหมายการจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงอายุ

๑.๒ จัดหาผู้เลี้ยงดูที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ตลอดจนมีเจตคติที่ดีต่อการพัฒนาเด็ก
และจัดให้มีเอกสารหลักสูตรและคู่มือต่างๆ อย่างเพียงพอที่จะใช้เป็นแนวทางดำเนินงาน ตลอดจนพัฒนาบุคลากร
ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และมีความเข้าใจในเป้าหมาย
ของการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน

๒. การดำเนินการใช้หลักสูตร
การนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุตามปรัชญา หลักการ และจุดหมาย




พัฒนาการเด็ก

        ช่วง ๓ ปีแรกของชีวิตวัยเด็กเป็นระยะเวลาที่สำคัญที่สุด เนื่องจากสมองของเด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กสามารถรับรู้สิ่งรอบตัวผ่นกลไกการทำงานที่ประสานกันของประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหวส่วนต่างในของร่างกาย ในการอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาเด็ก จึงเป็นการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้โดยผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวันที่หลากหลาย การอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาเด็ก ประกอบด้วย การปฏิบัติที่เหมาะสมในการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี หลักการอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์ และแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์การปฏิบัติที่เหมาะสมในการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี แงการปฏิบัติที่เหมาะสมในการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เป็น ๒ ช่วงอายุ ประกอบด้วย ช่วงแรกเกิด - ๒ ปี และช่วงอายุ ๒ - ๓ ปี แต่ละช่วงอายุ มีรายละเอียดดังนี้

• ช่วงแรกเกิด - ๒ ปี

การอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เด็กช่วงแรกเกิด -๒ ปี เน้นการอบรมตามวิถีชีวิตประจำวันและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ร่งกายตามความสามารถ ด้านอารมณ์ จิตใจส่งเสริมการตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัย ด้านสังคมส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด และด้านสติปัญญา ส่งเสริมให้เด็กได้สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อสร้างความเข้าใจ และใช้ภษาเพื่อการสื่อสาร ส่งเสริมการคิดและการแก้ปีญหาที่เหมาะสมกับวัย การอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาเด็กช่วงแรกกิด - ๒ ปี มีขอบข่ายครอบคล การรู้จักและเข้าใจเด็ก การส่งเสริมสุขภาพอนามัย การส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ และแนวทางปฏิบัติในการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

๑. รู้จักและเข้าใจเด็กวัยแรกเกิด - ๒ ปี

๑.๑ ธรรมชาติของเด็กวัยแรกเกิด - ๒ ปี

เด็กวัยขวบปีแรกจะเจริญเติบโตเร็วมาก เป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในชีวิต ทั้งร่างกาย สมองสายตา และระบบประสทา สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อพัฒนาการทุกส่วน ทุกระบบในร่างกาย การได้รับสัมผัสโอบกอดจากพ่อแม่ ดูดนมแม่ตั้งแต่ครึชั่วโมแรกหลังคลอด และบ่อยๆ ต่อเนื่องกัน จะกระตุ้นพัฒนาการของเด็กตอบสนองความตื่นตัวของระบบประสาทอย่างมีคุณค่ที่สุด ด็กวัยนี้ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูต้องช่วยเลี้ยงดูและปกป้องอันตราย เด็กวัยนี้ใช้การร้องไห้เพื่อแสดงความต้องการ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูต้องตอบสนองอย่างถูกต้อง จะทำให้เด็กมีความสุขไปตลอดชีวิตเด็กอายุ ๑ -๒ ปี ร่งกายจะเจริญเติบโตเร็วมาก มีความสามารถในการเคลื่อนไหวแขน - ขาเดินและวิ่งได้ การมองเห็นดีขึ้น แต่ยังช่วยเหลือป้องกันตัวเองไม่ได้ ปฏิเสธต่อต้านมากกว่าขวบปีแรก เป็นวัยกลัวการอยู่คนเดียว กลัวคนแปลกหน้า และกลัวความมืด พ่อแม่หรือผู้เยงดูไม่ควรขู่หรือลงโทษให้เด็กอยู่คนเดียวเป็นวัยชอบสำรวจ ชอบเลียนแบบ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจึงควรให้โอกาสเด็กช่วยเหลือตนเอง สอนด้วยการทำเป็น



        พื้นฐานอารมณ์ของเด็ก

พื้นฐานอารมณ์ของเด็ก เป็นผลมาจากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมขณะที่อยู่ในครรภ์ส่งผลทำให้กรกแกเกิดแสดพฤติกรมที่แตกต่งกัน ทั้งที่ถูกเลี้ยดูโดยผู้เลี้ยงคนเดียวกัน ในครอบครัวดียวกันก็ตามดังนั้น เด็กแต่ละคนจะมีการแสดงออกทางอารมณ์และการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน โดยสามารถแยกได้เป็น ๓ กลุ่มใหญ่ คือ

๑) เด็กเลี้ยงง่าย เป็นเด็กกลุ่มที่มีลักษณะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมง่ยในสถานการณ์ต่างๆเด็กมีพฤติกรรมยิ้ม ทักทาย อารมณ์ดี สามารถปรับตัวเข้ากับกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผู้เลี้ยงดูสามารถให้การดูแลและตอบสนองความต้องการของเด็กกลุ่มนี้ได้ดี

๒) เด็กเลี้ยงยาก เป็นเด็กกลุ่มที่มีการปรับตัวได้ยกต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ต่างๆ และมีความยากลำบากในการตอบสนองสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระตุ้น เด็กมักมีอารมณ์ที่หงุดหงิดง่าย มีพฤติกรรมต่อต้าน อารมณ์เสียง่าย มีกาแสดงออกที่ไดงที่ในการทำกิจวัตรประจำวัน ช่น การรับประทานอาหาร การนอนการขับถ่าย ผู้เลี้ยงดูมักจะรู้สึกวิตกกังวลต่อการตอบสนองต่อความต้องการของเด็กที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและยากที่จะคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้

๓) เด็กปรับตัวเป็นกลุ่มเด็กที่มีการปรับตัวล่าช้ในสถานการณ์ต่างๆ บางครั้งดูเหมือนเด็กเลี้ยงยาก ต้องใช้เวลาในการปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ เด็กไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเราต่างๆ ที่เข้ามาสู่ตัวเด็กได้อย่างทันที ดูเหมือนเด็กขี้อาย หากผู้เลี้ยงดูเข้าใจในลักษณะของเด็ก และให้เวลาในการปรับตัว รวมถึงเพิ่มโอกาสในการฝึกทักษะ เด็กจะสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์นั้นๆ ได้อย่างเหมาะสม

๑.๓ การสร้างความผูกพัน ภูมิคุ้มกันทางจิตใจของพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูการสร้างความผูกพัน ภูมิคุ้มกันทางจิตใจของพ่อแม่และผู้เลี้ยงดู สำหรับเด็กแรกเกิด - ๒ ปีมีความสำคัญอย่างยิ่ต่อการสร้างรากฐานชีวิตจิตใจของมนุษย์ นอกจากร่างกายและสมองจะเจริญเติบโตสูงสุดในช่วงนี้เด็กยังมีความรู้สึกรับรู้สัมผัสทั้รูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส และยังเลียนแบบอย่าง ตั้งแต่แรกเกิด เด็กเล็กๆเรียนรู้จากประสบการณ์การเลี้ยงดูและภาวะแวดล้อมได้เร็ว และฝังลึกในจิตใจ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้เยงดู ก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นของความผูกพัน ซึ่งผู้ปกครองสามารถสร้างความรักความผูกพันผ่านทางการให้อาหาร การสัมผัสโอบกอด การสื่อสารพูดคุย การมอง และการพูดคุย เล่านิทาน เล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งสิ่ต่งๆ เหล่านี้ะช่วยสร้างสายสัมพันธ์ให้แก่เด็ก ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ และพัฒนาทักษะทางสังคม การเลี้ยงดูเด็กวัยนี้หากผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูให้ความรักเอาใจใส่ อบรมเลี้ยงดูโดยข้ใจ ดูแลอย่างใกล้ชิดให้มีความสมดุลกันทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาแล้ว เด็กก็จะเติบโตอย่างแข็งแรง ใฝ่รู้และใฝ่ดี พร้อมที่จะพัฒนาตนเองเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตให้เป็นคนก่ง คนดี อยู่อย่างมีความสุข และไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่ความช่วยเหลือให้กับผู้อื่นในสังคมด้วย ผู้ปกครองควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเต็ก ซึ่งจำเป็นต้องให้เวลาและเอาใจใส่อย่างสเสมอ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างกันความมั่นคงทางใจ ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันทางจิตใจ จะมีความสำคัญต่อชีวิตของเด็กมาก

๑.๔ พัฒนาการของเด็กแรกเกิด - ๒ ปีเด็กแรกเกิด -๒ ปี มีความเปลี่ยนแปลงด้านความสมารถในการทำหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ระดับง่ายจนยากขึ้น มีทักษะและปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ดังนี้

• อายุ ๑ 

เดือน สบตา จ้องหน้าแม่

• อายุ ๒ เดือน 

คุยอ้อแอ้ ยิ้ม ชันคอในท่าคว่ำ

• อายุ ๓ เดือน 

ชันคอได้ตรงเมื่ออุ้มนั่ง ส่งเสียงโต้ตอบ

• อายุ ๔ เดือน 

พยายามคว้าของเล่น หัวเราะเสียงดัง ชูคอตั้งขึ้นในท่าคว่ำ ยิ้มทักทายแสดงอาการดีใจเมื่อเห็นสิ่งที่ตัวเองพอใจ

• อายุ ๕ เดือน 

สามารถคืบ พลิกคว่ำ พลิกหงาย

• อายุ ๖ เดือน 

คว้าของมือเดียว หันหาเสียงเรียกชื่อ ส่งเสียงโต้ตอบ

• อายุ ๗ เดือน

นั่งทรงตัวได้เอง เปลี่ยนสลับมือถือของได้

• อายุ ๘ เดือน

มองตามของตก กลัวคนแปลกหน้า

• อายุ ๙ เดือน

เข้าใจเสียงห้าม เล่นะเอ๋ ตบมือ นั่งได้มั่นคง คลานได้ ใช้นิ้วซื้

และนิ้วหัวแม่มือหยิบของชิ้นเล็กได้

• อายุ ๑๐ เดือน

เหนี่ยวตัว เกาะยืน เกาะเดิน ส่งเสียงต่างๆ เช่น หม่ำๆ จำ จ๊ะ

• อายุ ๑๒ เดือน

ตั้งไข่ พูดได้เป็นคำ มีความหมาย เลียนเสียงพูด ทำท่าทาง

ทำตามคำสั่งง่ายๆ ได

• อายุ ๑ ปี - ๑ปี ๖ เดืน ลุกขึ้นยืได้ด้วยตนเอง เดินโดยปล่อยแขนเป็นอิสระ เริ่มวิ่งและ

เดินเร็วๆ ได้ เริ่มคุ้นเคยกับบุคคลอื่น ถอดเสื้อผ้าง่ายๆ ได้ ชี้ส่วนต่างๆ

ของร่างกายได้ เลียนแบบการกระทำง่ายๆ ของผู้ใหญ่

• อายุ ๑ ปี ๖ เดือน -๒ ปี เดินขึ้นบันได มือข้างหนึ่งจับราวบันได อีกข้างหนึ่งจับผู้ใหญ่ ก้าวเท้าโดยมีสองเท้าอยู่ในขั้นเดียวกัน วิ่งและหยุดได้ทันที แสดงความกลัวเมื่อแยกจากคนใกล้ชิด ชอบเล่นของเล่นคนเดียว สนใจฟังนิทานง่ายๆ

๒. การส่งเสริมสุขภาพอนามัยของเด็กแรกเกิด - ๒ ปี การส่งเสริมสุขภาพอนามัยของเด็กแรกเกิด - ๒ ปี มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กเป็นอย่งยิ่ ผู้เลี้ยงดูจึงต้องให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพอนามัย รวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคฝ้าระวัง และป้องกันโรคต่างๆ ที่อจเกิดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาได้


    ความยาวของเส้นรบศีรษะ แสดงการเติบโตของสมอง วัดเหนือคิ้ว

• แรกเกิด

ยาวประมาณ ต๕ เซนติเมตรอายุ ๔ - ๕ เดือน กระหม่อมหลังปิดอย่างช้าไม่เกิน ๔ เดือนเส้นรอบศีรษะเพิ่มขึ้นอีกปีละ ๑ เซนติเมตร

• อายุ ๑ ปี

• อายุ ๑ ปีครึ่ง 

กระหม่อมหน้าปิดอย่างช้าไม่เกิน ๑ ปีครึ่ง

• อายุ๒ - ๕ ปี

เส้นรอบศีรษะเพิ่มขึ้นอีกปีละ ๑ เซนติเมตร

• ฟันน้ำนม

เด็กเริ่มมีฟันขึ้นอายุ ๖ - ๘ เดือน และมีครบ ๒๐ ซี่ เมื่ออายุ ๒ ปี ๖ เดือน โดยฟ้นน้ำนมมีความสำคัญมาก ถ้าฟันน้ำนมแข็งแร ฟนแท้ที่ขึ้นมาทดแทนจะไม่เคไม่ซ้อน การดูดนมจากขวดทำให้เด็กฟันผุ วิธีการป้องกันคือให้เลิกนมมื้อดึกเมื่อมีฟันขึ้น ทำความสะอาดฟันให้เด็กก่อนนอน หัดดื่มนมจากถ้วยเมื่ออายุ ๑ ปีขึ้นไป


























ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น